เจาะลึกต้นทุนการถือสต็อก (Inventory Carrying Cost) สำหรับ SME ไทย: คำนวณอย่างไรให้เห็นกำไรที่ซ่อนอยู่

เจาะลึกต้นทุนการถือสต็อก (Inventory Carrying Cost) สำหรับ SME ไทย: คำนวณอย่างไรให้เห็นกำไรที่ซ่อนอยู่

สต็อกสินค้า2026-09-11·Grid Doc·อ่าน 2 นาที

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “ต้นทุนสินค้า” ซึ่งหมายถึงราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์ แต่มีต้นทุนอีกก้อนที่มองไม่เห็นและมักไม่ถูกบันทึกในบัญชี นั่นคือ ต้นทุนการถือสต็อก (Inventory Carrying Cost) หรือต้นทุนที่เกิดขึ้นเพียงเพราะเราตัดสินใจ “ซื้อมาเก็บไว้” ต้นทุนก้อนนี้ไม่ปรากฏเป็นบรรทัดในงบกำไรขาดทุนชัด ๆ แต่แฝงอยู่ในค่าเสื่อม ค่าเช่า ดอกเบี้ย และกำไรที่หายไป ซึ่งสำหรับธุรกิจจำนวนมากอาจสูงถึง 20–35% ของมูลค่าสินค้าคงเหลือต่อปีเลยทีเดียว

บทความนี้จะพาเจ้าของธุรกิจ SME ไทยไปทำความเข้าใจองค์ประกอบของต้นทุนการถือสต็อก วิธีคำนวณด้วยตัวเลขจริง และแนวทางลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว “สต็อกที่มากเกินไป” กำลังกัดกินกำไรของคุณอยู่หรือไม่

ต้นทุนการถือสต็อกคืออะไร ทำไม SME ไทยมักมองข้าม

ต้นทุนการถือสต็อก คือผลรวมของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเก็บสินค้าไว้ในคลังตั้งแต่วันที่รับเข้าไปจนถึงวันที่ขายออก ไม่ว่าจะเป็นเงินที่จมอยู่ในสต็อก พื้นที่จัดเก็บ ค่าแรงพนักงานคลัง ความเสี่ยงที่สินค้าจะเสื่อมสภาพหรือล้าสมัย และกำไรที่เสียไปจากการที่เงินไปติดอยู่ในสต็อกแทนที่จะนำไปใช้ประโยชน์อื่น

เหตุผลที่ SME มองข้ามต้นทุนก้อนนี้ เพราะมันไม่ปรากฏเป็นรายการเดียวในบัญชี แต่จะไปปนอยู่ในค่าใช้จ่ายหลายหมวด เช่น ค่าเช่าโกดัง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน ค่าขนส่งภายใน และที่สำคัญคือ “ดอกเบี้ยหรือต้นทุนเงินทุน” ที่ไม่มีใครเรียกเก็บเป็นใบแจ้งหนี้

การมองเห็นต้นทุนที่แฝงอยู่ในสต็อก เริ่มจากการรู้ว่ามีสินค้าอะไร จำนวนเท่าไร และจมอยู่นานแค่ไหน

ในทางบัญชี ต้นทุนการถือสต็อก (Carrying Cost) ยังได้รับการกล่าวถึงในหลักการบริหารสินค้าคงคลังและต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของสินค้า (Total Cost of Ownership) การรู้ตัวเลขนี้จะช่วยให้การตัดสินใจเรื่องสั่งซื้อ การตั้งราคา และการจัดโปรโมชัน มีเหตุผลทางตัวเลขรองรับ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

องค์ประกอบ 5 ด้านของต้นทุนการถือสต็อก

โดยทั่วไปนักวิเคราะห์ด้านโลจิสติกส์และต้นทุน แบ่งต้นทุนการถือสต็อกออกเป็น 4–5 กลุ่มหลัก ซึ่ง SME ไทยสามารถประเมินได้เองจากข้อมูลที่มีอยู่ ดังนี้

1. ต้นทุนเงินทุน (Capital Cost) ประมาณ 8–15% ของมูลค่าสต็อก

เมื่อคุณซื้อสินค้ามาเก็บ เงินก้อนนั้นก็ถูก “ล็อก” ไว้ ถ้าใช้เงินทุนตัวเอง ก็คือกำไรที่เสียไปจากการนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นหรือฝากดอกเบี้ย ถ้าใช้เงินกู้หรือสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Credit) ก็คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริง ยิ่งสต็อกค้างนาน ต้นทุนส่วนนี้ยิ่งสูงขึ้น

2. ต้นทุนพื้นที่จัดเก็บ (Storage Cost) ประมาณ 4–8%

ค่าเช่าโกดัง ค่าส่วนกลาง ค่าไฟฟ้า ค่าปรับอากาศ ค่าชั้นวาง หรือแม้แต่ต้นทุนค่าเสื่อมของพื้นที่ในบ้านหรือสำนักงานที่ใช้เก็บของ ส่วนนี้คำนวณง่ายที่สุด แต่กลับถูกมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะหลายธุรกิจใช้พื้นที่ของตัวเองจึงไม่รู้สึกว่าเป็นต้นทุน

3. ต้นทุนการบริการและแรงงาน (Service Cost) ประมาณ 3–6%

ค่าจ้างพนักงานคลัง ค่าบันทึกสต็อก ค่านับสต็อก ค่าทำ Stock Card ค่าตรวจสอบเอกสาร รวมถึงค่าจัดเรียงและเคลื่อนย้ายสินค้า ยิ่ง SKU มากและวางของไม่เป็นระบบ ต้นทุนส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

4. ต้นทุนความเสี่ยง (Risk Cost) ประมาณ 4–10%

สินค้าเสื่อมสภาพ หมดอายุ แตกร้าว สูญหาย ถูกขโมย ล้าสมัยตามแฟชั่น หรือเทคโนโลยีเปลี่ยน ต้นทุนนี้เป็นตัวที่เจ็บที่สุด เพราะเมื่อเกิดขึ้นจำนวนมากมักเท่ากับ “ขาดทุนเต็มจำนวน” ไม่ใช่แค่ต้นทุน

5. ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)

เงินที่จมอยู่ในสต็อกคือเงินที่ไม่ได้นำไปลงทุนการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือขยายช่องทางขาย ธุรกิจที่สต็อกแน่นมักไม่คล่องตัวในการตอบสนองโอกาสใหม่ ๆ ที่เข้ามา

วิธีคำนวณต้นทุนการถือสต็อก พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME

สูตรพื้นฐานที่ใช้งานได้จริงคือ

ต้นทุนการถือสต็อกต่อปี = มูลค่าสต็อกเฉลี่ย × อัตราต้นทุนการถือสต็อก (%)

โดย มูลค่าสต็อกเฉลี่ย หาได้จาก (สต็อกต้นปี + สต็อกปลายปี) ÷ 2 หรือใช้ค่าเฉลี่ยรายเดือนเพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง: ร้านค้าออนไลน์ขายอุปกรณ์ไอที

  • มูลค่าสต็อกเฉลี่ยทั้งปี: 2,000,000 บาท
  • ต้นทุนเงินทุน (ใช้สินเชื่อ + เงินตัวเอง): 10%
  • ค่าพื้นที่จัดเก็บ: 5%
  • ค่าแรงและค่าจัดการคลัง: 4%
  • ความเสี่ยงสินค้าเสื่อม/ล้าสมัย: 6%
  • รวมอัตราต้นทุนการถือสต็อก: 25% ต่อปี

ดังนั้น ต้นทุนการถือสต็อกทั้งปี = 2,000,000 × 25% = 500,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 41,600 บาทต่อเดือน

ลองเทียบกับกำไรสุทธิของธุรกิจ สมมติกำไรสุทธิปีละ 1,200,000 บาท จะเห็นว่าต้นทุนการถือสต็อกกินกำไรไปถึง 41% ของกำไรสุทธิทั้งหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจที่ “ขายดี” แต่ “กำไรน้อย” มักมีสต็อกจมเป็นตัวการสำคัญ

คำนวณต้นทุนการถือสต็อกเป็นตัวเลข เพื่อให้เห็นผลกระทบจริงต่อกำไร ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า “ของเยอะ”

สัญญาณเตือนว่าธุรกิจของคุณมีต้นทุนการถือสต็อกสูงเกินไป

  • อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) ต่ำกว่า 4–6 รอบต่อปีในธุรกิจค้าปลีกทั่วไป
  • มีสินค้าบางรายการไม่มีการเคลื่อนไหวเกิน 90–180 วัน
  • ต้องเช่าพื้นที่เก็บของเพิ่ม หรือของล้นออกมานอกพื้นที่จัดเก็บ
  • ตัวเลขสต็อกในระบบไม่ตรงกับของจริง ต้องใช้เวลานานในการตรวจนับ
  • ต้องกู้เงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อซื้อสินค้าเดิมซ้ำ
  • กำไรขั้นต้นดูดี แต่กระแสเงินสดตึงตัวตลอด

หากเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ควรเริ่มวิเคราะห์ต้นทุนการถือสต็อกอย่างจริงจังทันที

7 แนวทางลดต้นทุนการถือสต็อกสำหรับ SME ไทย

  1. จัดกลุ่มสินค้าด้วย ABC Analysis แยกสินค้าขายดี (A) ออกจากสินค้าขายช้า (C) แล้วบริหารระดับสต็อกให้ต่างกัน สินค้ากลุ่ม C ไม่ควรถือไว้มาก
  2. กำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำและ Safety Stock อย่างเหมาะสม อย่าตั้งสต็อกขั้นต่ำสูงเกินความจำเป็น เพราะทุกหน่วยที่เกินคือต้นทุนจม
  3. เจรจาเงื่อนไขกับซัพพลายเออร์ ขอเทอมชำระเงินที่สอดคล้องกับรอบการขาย หรือขอให้ซัพพลายเออร์เป็นคนถือสต็อกแทน (Consignment) รวมถึงขอ MOQ ที่ต่ำลงสำหรับสินค้าขายช้า
  4. จัดโปรโมชันระบายสินค้าค้างสต็อก ก่อนที่มันจะกลายเป็น Dead Stock ที่ไม่เหลือมูลค่า การขายลดกำไร 20% ยังดีกว่าการถือไว้แล้วขาดทุน 100%
  5. ปรับ SKU ให้กระชับ ตัดสินค้าที่ขายไม่ถึงเกณฑ์ออก ลดความซับซ้อนในคลัง ทำให้การนับสต็อกและการจัดการเร็วขึ้น
  6. นับสต็อกสม่ำเสมอและกระทบยอดทันที ใช้วิธี Cycle Count นับหมุนเวียนรายวันหรือรายสัปดาห์ แทนการนับครั้งใหญ่ปีละครั้ง เพื่อให้ข้อมูลสต็อกสะท้อนความจริงเสมอ
  7. ใช้ระบบดิจิทัลบันทึกสต็อกและเอกสาร ระบบที่บันทึกการรับเข้า-เบิกออก-โอนย้ายได้ทันที และผูกกับการขาย จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของสต็อก ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของต้นทุนส่วนเกิน

บทบาทของระบบเอกสารและซอฟต์แวร์ต่อการคุมต้นทุนสต็อก

ปัญหาสำคัญของ SME คือสต็อกในระบบไม่ตรงกับของจริง ซึ่งทำให้ต้องสำรองสต็อก (Buffer Stock) เกินจำเป็นเสมอ ยิ่งธุรกิจขายหลายช่องทาง ทั้งหน้าร้าน Shopee Lazada TikTok Shop และ LINE ยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหาสต็อกขายเกิน (Oversell) และสต็อกขาดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

การเชื่อมต่อเอกสารธุรกิจตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบส่งของ จนถึงการตัดสต็อกอัตโนมัติ ช่วยให้ตัวเลขสต็อกถูกอัปเดตทุกครั้งที่มีการขาย ลดงานคีย์ซ้ำ ลดการนับผิด และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนการถือสต็อกแบบเรียลไทม์ คุณสามารถเริ่มทดลองใช้ โปรแกรมออกเอกสาร Grid Doc เพื่อบริหารเอกสารคู่กับสต็อกได้ทันที และอ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์หลัก Grid Doc

ระบบเอกสารดิจิทัลที่เชื่อมกับสต็อกช่วยลดความคลาดเคลื่อน ลดสต็อกสำรองเกินจำเป็น และคุมต้นทุนได้แม่นยำขึ้น

สรุป: สต็อกที่มากเกินไปคือกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น

ต้นทุนการถือสต็อกเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ แต่ส่งผลต่อกำไรของ SME ไทยอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจที่มีมูลค่าสต็อก 2 ล้านบาทและมีอัตราต้นทุนการถือสต็อก 25% กำลังจ่ายเงินปีละ 5 แสนบาทเพื่อ “ถือของไว้” โดยที่หลายครั้งไม่เคยรู้ตัวเลย

เมื่อคุณรู้ตัวเลขนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือบริหารสต็อกอย่างมีวินัย ตั้งจุดสั่งซื้อซ้ำอย่างมีเหตุผล หมั่นนับและกระทบยอด และใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยบันทึกทุกความเคลื่อนไหว เพื่อให้สต็อกเป็นทรัพย์สินที่ทำกำไร ไม่ใช่ภาระที่กินกำไร

Photos by Tiger Lily on Pexels

คำถามที่พบบ่อย

ต้นทุนการถือสต็อก (Inventory Carrying Cost) คืออะไร

ต้นทุนการถือสต็อกคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเก็บสินค้าไว้ในคลัง ตั้งแต่ต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่ในสต็อก ค่าพื้นที่จัดเก็บ ค่าแรงพนักงานคลัง ความเสี่ยงสินค้าเสื่อมสภาพหรือล้าสมัย และค่าเสียโอกาส โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20-35% ของมูลค่าสินค้าคงเหลือต่อปี

SME ควรใช้เปอร์เซ็นต์เท่าไรในการคำนวณต้นทุนการถือสต็อก

ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งทั่วไปมักใช้ 20-30% ต่อปี แต่ตัวเลขที่แม่นยำที่สุดควรคำนวณจากต้นทุนจริงของตัวเอง ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยหรือต้นทุนเงินทุน ค่าเช่าพื้นที่หารด้วยมูลค่าสต็อก ค่าแรงคลัง และอัตราการเสื่อมสภาพหรือสินค้าตัดจำหน่ายย้อนหลัง

ทำไมสต็อกในระบบไม่ตรงกับของจริง และแก้อย่างไร

สาเหตุหลักคือการบันทึกรับเข้า-เบิกออกไม่ทันที ไม่มีการตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อขาย หรือการนับสต็อกไม่สม่ำเสมอ แนวทางแก้คือใช้ระบบที่ตัดสต็อกได้ทันทีเมื่อออกเอกสาร ใช้วิธี Cycle Count นับหมุนเวียน และตรวจสอบความต่างทุกครั้งที่พบ

จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจมีสต็อกมากเกินไป

สังเกตจากอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือที่ต่ำกว่า 4-6 รอบต่อปีในธุรกิจค้าปลีก มีสินค้าไม่เคลื่อนไหวเกิน 90-180 วัน ต้องเช่าพื้นที่เพิ่ม หรือต้องกู้เงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อซื้อสินค้าเดิม