ทำไม SME ไทยยุคดิจิทัลต้องเข้าใจภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินไปต่างประเทศ
ในยุคที่ธุรกิจ SME ไทยทำการตลาดออนไลน์ ใช้ซอฟต์แวร์คลาวด์ และจ้างผู้ให้บริการจากต่างประเทศ การจ่ายเงินข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าการจ่ายเงินให้บริษัทต่างประเทศไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีไทย นั่นเป็นความเข้าใจที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางภาษีได้
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 กำหนดว่า ผู้จ่ายเงินได้จากประเทศไทยให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ที่จ่าย (ยกเว้นบางประเภทที่ลดหย่อนตามอนุสัญญาภาษีซ้อน) ซึ่งหมายความว่าหากคุณจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ค่าบริการคลาวด์ให้ AWS หรือค่าซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติ คุณอาจมีหน้าที่ต้องหักภาษีและนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วันนับแต่วันจ่ายเงิน
การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่นี้ถือเป็นความรับผิดของผู้จ่ายเงินเอง แม้ว่าคู่สัญญาต่างประเทศจะไม่รู้เรื่องภาษีไทยก็ตาม ดังนั้น SME ไทยที่ใช้บริการต่างประเทศจึงควรทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นเพื่อหลีกเลี่ยงเงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่อาจตามมา
การจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการต่างประเทศต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งหลักการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้รับในต่างประเทศ (มาตรา 70)
การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินไปต่างประเทศมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจดังนี้
- ผู้มีหน้าที่หัก: บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายเงินได้จากประเทศไทย
- ผู้ถูกหัก: บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ และไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- เงินได้ที่ต้องหัก: เงินได้ตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) หรือ (8) เช่น ค่าบริการ ค่านายหน้า ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า และค่าลิขสิทธิ์
- อัตราภาษี: ร้อยละ 15 ของเงินได้ที่จ่าย เว้นแต่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ให้ลดอัตราหรือยกเว้น
- กำหนดนำส่ง: ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน
สิ่งสำคัญคือ การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายเงินหรือถือว่าจ่ายเงิน เช่น การหักบัญชีเจ้าหนี้ การจ่ายเงินล่วงหน้า หรือการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตของบริษัท ถือเป็นจุดที่ภาษีเกิดขึ้น
“การจ่ายเงินให้ผู้รับในต่างประเทศโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ถือเป็นความรับผิดของผู้จ่ายเงินเอง แม้สัญญาจะระบุว่าผู้รับผิดชอบภาษีเป็นฝ่ายผู้รับก็ตาม”
ประเภทค่าบริการต่างประเทศที่ SME พบบ่อย และอัตราภาษี
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ SME ไทยมักจ่ายให้ต่างประเทศ และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง
1. ค่าโฆษณาออนไลน์ (Facebook, Google, TikTok)
ค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้จากการให้บริการในต่างประเทศ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 หากผู้ให้บริการไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย แต่ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนอาจลดเหลือร้อยละ 10 หรือ 5 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
2. ค่าซอฟต์แวร์และค่าลิขสิทธิ์
หากเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานในไทย ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40 (3) อัตราร้อยละ 15 แต่หากเป็นค่าบริการพัฒนาโปรแกรมเฉพาะ อัตราก็ยังคงร้อยละ 15 เช่นกัน
3. ค่าบริการคลาวด์ (AWS, Azure, Google Cloud)
ค่าบริการอินฟราสตรัคเจอร์แบบคลาวด์ถือเป็นค่าบริการ อัตราร้อยละ 15 และปัจจุบันมีประเด็น VAT สำหรับ e-Service ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
4. ค่าที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ
ค่าจ้างที่ปรึกษา วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ถือเป็นค่าบริการตามมาตรา 40 (7) หรือ (8) อัตราร้อยละ 15
5. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
ค่าธรรมเนียมการขายบน Marketplace ต่างประเทศ หรือค่าบริการชำระเงิน อาจเข้าข่ายค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 เช่นกัน
ทั้งนี้ อัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยทำกับประเทศนั้น ๆ เช่น ประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น เป็นต้น
การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องใช้เอกสารประกอบและอัตราที่ถูกต้องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับ e-Service จากต่างประเทศ
นอกจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว SME ไทยยังต้องระวัง VAT สำหรับบริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หรือ e-Service ซึ่งประเทศไทยเริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2564 โดยผู้ให้บริการต่างประเทศที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และให้บริการกับผู้ใช้ในไทย จะต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและเรียกเก็บ VAT ร้อยละ 7 จากลูกค้าไทย
อย่างไรก็ตาม หากผู้ให้บริการต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ประกอบการไทยที่จดทะเบียน VAT แล้วมีหน้าที่ ประเมินและนำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ ผ่านแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถนำ VAT ที่จ่ายไปแล้วมาเป็นภาษีซื้อได้หากเข้าเงื่อนไข
ตัวอย่างเช่น หากคุณจ่ายค่าบริการคลาวด์ให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย จำนวน 10,000 บาท คุณต้องนำส่ง VAT 700 บาท และสามารถใช้เป็นภาษีซื้อได้เมื่อมีเอกสารครบถ้วน
ขั้นตอนการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการนำส่ง
เพื่อให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง นี่คือขั้นตอนที่ SME ไทยควรทำเมื่อจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ
- ตรวจสอบประเภทเงินได้: ว่าเข้าข่ายตามมาตรา 40 ใด และมีอนุสัญญาภาษีซ้อนหรือไม่
- คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ใช้อัตราร้อยละ 15 หรือตามอนุสัญญา
- ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย: ให้ผู้รับในต่างประเทศ (หรือเก็บไว้เป็นหลักฐาน)
- จ่ายเงินสุทธิ: ให้ผู้รับหลังจากหักภาษีแล้ว
- นำส่งภาษี: ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน
- จัดเก็บเอกสาร: เก็บใบแจ้งหนี้ หลักฐานการจ่าย และแบบนำส่งภาษีไว้ให้ครบถ้วน
ปัจจุบันกรมสรรพากรสนับสนุน e-Withholding Tax ซึ่งช่วยให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายทำได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็ว
ตัวอย่างการคำนวณ WHT และ VAT สำหรับค่าบริการต่างประเทศ
ตัวอย่างที่ 1: จ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook (ไม่จดทะเบียน VAT ในไทย) เป็นเงิน 20,000 บาท
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% = 3,000 บาท
- จ่ายสุทธิให้ Facebook = 17,000 บาท
- นำส่ง ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วัน
- VAT e-Service: หาก Facebook ไม่ได้จดทะเบียน VAT ไทย คุณต้องนำส่ง VAT 7% = 1,400 บาท ผ่าน ภ.พ.36
ตัวอย่างที่ 2: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ให้บริษัทในสิงคโปร์ 50,000 บาท (มีอนุสัญญาภาษีซ้อนลดอัตราเหลือ 10%)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% = 5,000 บาท
- จ่ายสุทธิ = 45,000 บาท
- นำส่งภาษีตามกำหนด
- หากเป็น e-Service และผู้ให้บริการไม่ได้จดทะเบียน VAT ไทย ต้องนำส่ง VAT 7% = 3,500 บาท
จะเห็นว่าการคำนวณภาษีที่เกี่ยวข้องมีหลายชั้น หากไม่รอบคอบอาจทำให้กระแสเงินสดของธุรกิจสะดุดได้
ข้อควรระวังและบทลงโทษ
การไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักไม่ครบถ้วน มีบทลงโทษตามประมวลรัษฎากรดังนี้
- เงินเพิ่ม: ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)
- เบี้ยปรับ: ไม่เกิน 2 เท่าของภาษีที่ต้องนำส่ง
- ความรับผิดของผู้จ่าย: ผู้จ่ายต้องรับผิดชอบภาษีที่ไม่ได้หัก แม้ว่าจะจ่ายเงินเต็มจำนวนให้ผู้รับแล้วก็ตาม
- VAT e-Service: หากไม่นำส่ง VAT ภ.พ.36 จะมีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับเช่นกัน
นอกจากนี้ การขอใช้สิทธิ์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนต้องมีหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ (Certificate of Residence) จากผู้รับในต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่ามีสิทธิ์ได้รับอัตราภาษีที่ลดลง
เพื่อลดความเสี่ยง SME ไทยควรใช้ระบบเอกสารดิจิทัลที่ช่วยจัดเก็บและคำนวณภาษีได้อย่างแม่นยำ เช่น โปรแกรมออกเอกสาร Grid Doc ที่สามารถออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และเชื่อมโยงกับระบบบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ระบบดิจิทัลช่วยให้การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเรื่องง่ายและโปร่งใสบทสรุป
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าบริการและซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ SME ไทยยุคดิจิทัลต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระแสเงินสดและความถูกต้องทางภาษี การเข้าใจหลักเกณฑ์ในมาตรา 70 การคำนวณ WHT และ VAT e-Service รวมถึงการนำส่งภายในกำหนด จะช่วยให้ธุรกิจปลอดภัยจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
หากคุณกำลังมองหาระบบที่ช่วยจัดการเอกสารทางภาษีอย่างครบวงจร ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ Grid Doc แล้วคุณจะพบว่าการบริหารเอกสารธุรกิจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
Photos by Nataliya Vaitkevich on Pexels
